Free Web Hosting  

หลักและวิธีที่ควรปฏิบัติด้านกฎหมาย

ของพนักงานเจ้าหน้าที่

ตามกฎหมายอาหารและยา

บทนำ

     องค์กรในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าเป็นนิติกร ทนายความ ตำรวจ อัยการ ราชทัณฑ์ศาล รวมทั้งผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ต่างก็มีบทบาทอำนาจหน้าที่ของตนตามที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้ พนักงานเจ้าหน้าที่ถือว่าเป็นกลไกของรัฐและเป็นผู้ใช้กฎหมาย ในการปฏิบัติงานจำเป็นต้องรู้และเข้าใจบทบาทอำนาจหน้าที่ของตนให้ถ่องแท้ เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดในการดำเนินงานและข้อสำคัญจะต้องก่อให้เกิดประสิทธิภาพและคุ้มครองเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อประชาชน สังคมและรัฐ ฉะนั้นผู้ที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ดี ควรตะหนักถึงภาระกิจนี้ และในขณะเดียวกันข้อควรคำนึงถึงอีกประการหนึ่งก็คือ ยังมีหน้าที่รับผิดชอบต่อตนเองในการใช้กฎหมายนั้น ๆ อีกด้วย ซึ่งถ้าหากพนักงานเจ้าหน้าที่ใช้กฎหมายไปในทางที่ไม่ถูกต้อง ก็อาจจะตกเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายได้เปรียบเสมือนผู้ใช้กฎหมายเป็นดาบ หากใช้ดาบผิดพลาดจะด้วยความประมาทหรือไม่ระมัดระวังคมดาบนั้นย่อมกลับมทำร้ายตนเองได้

สำหรับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอาหารและยานั้น ได้ถูกกำหนดอำนาจหน้าที่ไว้หลายประการ เช่น มีอำนาจ เข้าตรวจสอบสถานที่ การยึดหรืออายัดผลิตภัณฑ์ และเครื่องมือ เครื่องใช้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เป็นต้น ทุกพระราชบัญญัติได้กำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ในหมวดว่าด้วย “พนักงานเจ้าพนักงาน” ซึ่งแต่ละพระราชบัญญัติมีรายละเอียดแตกต่างกันบ้างตามแต่ผลิตภัณฑ์ที่กฎหมายควบคุมกำกับดูแล พนักงานเจ้าหน้าที่ควรจะได้ศึกษารายละเอียดขอบเขตอำนวยหน้าที่ของตนตามกฎหมายดังกล่าว ตลอดจนหลักการสำคัญของกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในส่วนที่ว่าด้วยเจ้าพนักงาน การสืบสวนสอบสวน และพยานหลักฐาน

ลักษณะโทษของกฎหมายในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเป็นกฎหมายที่มีลักษณะโทษทางอาญา กำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน

ผู้บริโภค ผู้ใดกระทำละเมิดต่อบทบัญญัติย่อมถูกลงโทษตามที่กฎหมายกำหนด ไม่สามารถยอมความกันได้ซึ่งกระบวนการดำเนินการกับผู้กระทำผิดทางอาญา ต้องดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การนำคดีขึ้นสู่ศาลพิจารณาพิพากษาว่าผู้นั้นได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจริงหรือไม่ ก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายซึ่งในทางปฏิบัติเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่ามีการกระทำฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ และคณะกรรมการพิจารณาทางคดีได้พิจารณาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานว่าเป็นความผิดก็จะมีหนังสือร้องทุกแจ้งไปยังสถานีตำรวจเจ้าของท้องที่ที่มีอำนาจสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีโดยจัดส่งเอกสารหลักฐานรายละเอียดข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบและบันทึกเอาไว้เป็นพยานหลักฐานเพื่อแสดงยืนยันตามข้อกล่าวหาว่ามีผู้กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ ซึ่งเอกสารหลักฐานต่าง ๆ เหล่านี้ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสารและพยานวัตถุเป็นพยานหลักฐานที่สำคัญที่จะพิสูจน์ ได้ว่ามีการกระทำผิดจริงหรือไม่ทั้งในชั้นของพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) พนักงานอัยการ และศาลฉะนั้นถ้าหากพยานหลักฐานที่ปรากฏในแต่ละสำนวน มีข้อบกพร่อง ขาดสาระสำคัญ ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์อาจจะถูกสั่งไม่ฟ้องหรือยกฟ้องโดยเหตุผลที่ว่าหลักฐานไม่พอฟ้อง จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่สามารถลงโทษผู้กระทำผิดได้ ซึ่งมีผลกระทบทางอ้อมต่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่ไม่อาจกำราบหรือลงโทษผู้ประกอบธุรกิจที่เอาเปรียบประชาชนได้

กฎหมายว่าด้วยพยานหลักฐาน

พยานหลักฐาน คือ สิ่งที่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ปรากฏซึ่งในการดำเนินคดีไม่ว่าจะเป็นคดีเพ่งหรือคดีอาญา ปกติจะมีคู่กรณีสองฝ่ายคือ โจทก์ และจำเลย โดยแต่ละฝ่ายต่างกล่าวอ้างข้อเท็จจริง และแสดงหลักฐานต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาหรือข้อแก้ตัวของตนให้เป็นที่เชื่อถือ ดังนั้นพยานหลักฐานจึงอาจเป็นตัวบุคคลหรือเอกสาร หรือวัตถุสิ่งอื่น ๆ ที่สามารถจะนำมาใช้พิสูจน์ความจริงให้ปรากฏได้

ประเภทและชนิดของพยานหลักฐาน

1.ประเภทของพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาประมวล

กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่

(1) พยานบุคคล คือบุคคลที่มาให้ข้อเท็จจริงต่อศาลโดยถือเอาเฉพาะถ้อยคำเท่านั้น

ถ้าบุคคลใดมาศาลแต่ไม่ให้ถ้อยคำอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคล

(2) พยานเอกสาร คือ วัตถุสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระดาษหรือวัตถุอื่นใดที่มีการบันทึก

หรือทำให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข เครื่องหมายต่าง ๆ ซึ่งสามารถใช้เป็นพยาน

หลักฐานได้ เช่น หนังสือสัญญา จดหมาย บันทึกข้อความ สมุดบัญชี เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ที่จะใช้พิสูจน์คือ ข้อความหมายที่ปรากฏ ดังนั้น ตัววัสดุ ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ โลหะแก้ว ก็คือเป็นพยานเอกสารได้

(3) พยานวัตถุ คือ วัตถุหรือสิ่งต่าง ๆ ที่สามารถพิสูจน์ความจริงต่อศาลโดยการตรวจดู

โดยมิใช่เป็นการอ่านหรือพิจารณาความหมายส่วนใหญ่พยานวัตถุมักเป็นของกลางในคดี เช่น

อาวุธปืน มีด ผลิตภัณฑ์ ยา อาหาร เครื่องสำอาง เป็นต้น

2. พยานหลักฐานแบ่งตามความน่าเชื่อถือ ได้แก่

(1) พยานชั้นหนึ่ง หรือพยานที่ดีที่สุด เป็นพยานที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือมาก

(2) พยานชั้นสอง เป็นพยานที่มีน้ำหนักน้อยกว่าพยานชั้นหนึ่ง

ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 กำหนดว่า “การอ้างเอกสารเป็นพยานให้ยอมรับฟัง ได้แก่ ต้นฉบับเอกสารเท่านั้น ต้นฉบับเอกสารซึ่งถือเป็นพยานชั้นหนึ่ง ส่วนพยานบุคคลหรือสำเนาเอกสารจะกลายเป็นพยานชั้นสองไป โดยทั่วไปแล้ว ไม่มีหลักฐานกฎหมายใดห้ามที่จะต้องรับฟังแต่พยานชั้นหนึ่งเสมอไป แม้จะนำพยายามชั้นสองมาก็สามารถพิสูจน์ได้ แต่น้ำหนักของพยานก็จะลดน้อยลงไป อำนาจในการชั่งน้ำหนักถ้าเป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาว่า พยานดังกล่าวนั้นน่าเชื่อถือแค่ไหน และสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้เพียงใด

3. พยานหลักฐานแบ่งตามลักษณะความใกล้ชิดรู้เห็นคดี ได้แก่

(1) พยานโดยตรง หรือประจักษ์พยาน คือ พยานที่ได้รู้เห็นเหตุการณ์โดยไม่ต้องไปค้นหาเหตุผลข้อสันนิษฐานอย่างใดต่อไปอีก

(2) พยานบอกเล่า คือ พยานซึ่งรับคำบอกเล่ามาถ่ายทอดอีกต่อหนึ่ง โดยที่ตนมิได้รู้เห็นมาเองหากแต่ได้ยินได้ฟังผู้อื่นเขาเล่าถึงข้อเท็จจริงนั้น ๆ ต่อ ๆ กันมา

(3) พยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณี คือ คำให้การหรือพยานหลักฐานที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงไม่ได้เด็ดขาด ต้องอาศัยพยานอื่น ๆ ประกอบอีก

4. พยานผู้มีความรู้เชี่ยวชาญ และผู้ชำนาญการพิเศษ

(1) ผู้มีความรู้เชี่ยวชาญ คือ พยานที่คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอ้างมาเป็นพยานของตนต้อง

เป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญ ดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 98 บัญญัติไว้ว่า

“คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะอ้างบุคคลใดเป็นพยานของตนก็ได้ เมื่อบุคคลนั้นเป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในศิลป วิทยาศาสตร์ การฝีมือ การค้า หรือการงานที่ทำ หรือในกฎหมายต่างประเทศและซึ่งความเห็นของพยานอาจเป็นประโยชน์ในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อความในประเด็น ทั้งนี้ไม่ว่าพยานจะเป็นผู้มีอาชีพในการนั้นหรือไม่”

(2) ผู้ชำนาญการพิเศษ ซึ่งเรียกหรืออ้างมาเป็นพยานในกากรสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้อง หรือการพิจารณาคดีอาญา ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้ในมาตรา 243 ว่า

“ผู้ใดโดยอาชีพหรือมิใช่ก็ตาม มีความชำนาญพิเศษในการใด ๆ เช่นในทางวิทยาศาสตร์ศิลป ฝีมือ พาณิชยการ การแพทย์ หรือกฎหมายต่างประเทศ และซึ่งความเห็นของเขานั้นอาจมีประโยชน์ในการวินิจฉัยคดีในการสอบสวน ไต่สวน มูลฟ้อง หรือพิจารณา อาจเป็นพยานในเรื่องต่าง ๆ เป็นต้นว่าตรวจร่างกาย หรือจิตของผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือจำเลย ตรวจลายมือทำการทดลอง หรือกิจการอย่างอื่น ๆ

ศาลจะให้ผู้ชำนาญการพิเศษทำความเห็นเป็นหนังสือก็ได้ แต่ต้องให้มาเบิกความ

ประกอบหนังสือนั้นให้ส่งสำเนาหนังสือดังกล่าวแล้วแก่คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวันก่อนวันเบิกความ”

การที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีความรู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ชำนาญการพิเศษนั้นอาจเป็นได้ 2 ทาง คือ เรียนรู้จากตำราทางหนึ่ง และปฏิบัติการด้วยตนเองจนเกิดความชำนาญเชี่ยวชาญ ในการนั้นอีกทางหนึ่ง ตามหลักทั่วไปที่ศาลรับรองและใช้กันมาก็คือ การที่อ้างว่าเป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญโดยการเล่าเรียนโดยการเล่าเรียนจากตำรา จะต้องมีประกาศนียบัตรรับรองวิทยฐานะเช่นนั้นมิฉะนั้นจะถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการนั้นมิได้ เช่น แพทย์ เภสัชกร วิศวกร เป็นต้น

ผู้ชำนาญการพิเศษ เป็นพยานบุคคลชนิดพิเศษ เพราะจะต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ความชำนาญทางด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งในคดีอาญา บางคดีจำเป็นต้องอาศัยผู้มีความรู้ ความสามารถเป็นพิเศษมาเป็นพยานศาล ถึงแม้บุคคลดังกล่าวจะไม่ได้เป็นผู้รู้เห็นในการกระทำความผิดด้วยเลยก็ตาม ซึ่งถือเป็นข้อยกเว้นในการรับฟังพยานบุคคลข้อหนึ่ง ซึ่งการรับฟังพยานของผู้ชำนาญการพิเศษนั้นจะต้องเป็นการรับฟังในเชิงทฤษฎีหรือเชิงวิชาการเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งบุคคลทั่วไปไม่สามารถจะชี้ชัดออกมาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 243 กำหนดผู้ชำนาญพิเศษในสาขาวิชาชีพ ดังนี้

1. ทางวิทยาศาสตร์

2. ศิลป

3. ฝีมือ

4. พาณิชยการ

5. การแพทย์

6. กฎหมายต่างประเทศ

การให้ความเห็นของผู้ชำนาญการพิเศษ อาจจะเป็นการเบิกความต่อศาล หรือจะทำความเห็นเป็นหนังสือก็ได้ แต่การทำความเห็นเป็นหนังสือนั้น ผู้ชำนาญการพิเศษต้องมาเบิกความประกอบหนังสือของตนด้วย และการรับฟังพยานของศาล รับฟังเฉพาะความคิดเห็นของพยานเท่านั้น นอกจากนี้ในชั้นสอบสวนก็สามารถนำผู้ชำนาญการพิเศษมาเป็นพยานได้เช่นกัน ไม่ใช่เฉพาะในศาลเท่านั้น

การับฟังพยานหลักฐาน

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 บัญญัติว่า “พยานวัตถุพยานเอกสารหรือพยานบุคคล ซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น และให้สืบตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้เหรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบสวน”

ในคดีอาญา พยานวัตถุ พยานเอกสาร พยานบุคคล ไม่ว่าจะเป็นพยานชนิดใด ซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ สามารถอ้างเป็นพยานหลักฐานได้ ทุกชั้นศาล ตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา แม้กระทั่งเป็นพยานในชั้นพนักงานสอบสวนก็ได้ กฎหมายไม่ได้กำหนดห้ามไว้ จากมาตรา 226 พยานที่จะรับฟังได้จะต้องเป็นพยานที่มิได้เกิดจากการจูงใจมีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญหลอกลวง หรือโดยมิชอบ

การรับฟังพยานวัตถุ

หลักการพิสูจน์หรือนำสืบพยานวัตถุนั้นบัญญัติไว้ใน มาตรา 241 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่า “สิ่งใดใช้เป็นพยานวัตถุต้องนำมาศาล ในกรณีนำมาไม่ได้ในศาลไปตรวจรายงานยังที่ที่พยานวัตถุนั้นอยู่ตามเวลาและวิธีซึ่งศาลเห็นสมควรตามลักษณะแห่งพยานวัตถุ”

การอ้างพยานวัตถุนั้น คู่ความที่อ้างต้องนำมาให้ศาลตรวจดู ในกรณีที่ไม่สามารถนำมาได้ต้องพาศาลไปตรวจ เพื่อให้ศาลมีโอกาสได้ตรวจดูพยานวัตถุชิ้นนั้น ซึ่งพยานวัตถุที่จะนำมาพิสูจน์หรืออ้างในศาลนั้น จะต้องเป็นพยานที่สำคัญในประเด็นแห่งคดี

พยานวัตถุกับพยานเอกสารจะแตกต่างกันที่ พยานวัตถุนั้น เมื่อศาลตรวจพิสูจน์ดูแล้วไม่จำเป็นต้องตีความหรือแปลความหมาย และสามารถข้อสรุปได้โดยทันที ในกรณีถ่ายภาพนั้นไม่มีข้อความแสดงความหมาย ซึ่งศาลต้องพิจารณาความหมาย จึงไม่ใช่พยานเอกสารแต่กลายเป็นพยานวัตถุ

การรับฟังพยานเอกสาร

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้ให้ความหมายของ คำว่า “เอกสาร” และ “พยานเอกสาร” ไว้แต่อย่างใด แต่ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (7) ได้ให้หมายความของคำว่า “เอกสาร” ไว้ว่า “กระดาษหรือวัตถุอื่นใดซึ่งได้ทำให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข ผัง หรือแผนแบบอย่างอื่น จะเป็นไปโดยวิธีพิมพ์ถ่ายหรือวิธีอื่นอันเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้น”

จากความหมายของคำว่า “เอกสาร” ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า พยานเอกสารนั้น มิได้มุ่งหมายถึง ตัวกระดาษหรือวัตถุซึ่งทำให้ปรากฏความหมาย แต่มุ่งหมายถึง ข้อความซึ่งปรากฏอยู่ในตัวกระดาษหรือวัตถุนั้น ๆ และข้อความนั้นต้องมีการให้ความหมายหรือการตีความ

การอ้างพยานเอกสารต่อศาล

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 238 กำหนดว่า “ต้นฉบับเอกสารเท่านั้นที่อ้างเป็นพยานได้ ถ้าหากต้นฉบับไม่ได้ สำเนาที่รับรองว่าถูกต้อง หรือพยานบุคคลที่รู้ข้อความก็อ้างเป็นพยานได้

ถ้าอ้างหนังสือราชการเป็นพยาน แม้ต้นฉบับยังมีอยู่จะส่งสำเนาที่เจ้าหน้าที่รับรองว่าถูกต้องก็ได้ เว้นแต่ในหมายเรียกจะบ่งไว้เป็นอย่างอื่น”

บทบัญญัติดังกล่าว กำหนดถึงการอ้างเอกสารที่ใช้เป็นพยานต่อศาลว่า ต้นฉบับเท่านั้นที่อ้างเป็นพยานได้ สำหรับกรณีที่ไม่สามารถหาต้นฉบับมาเป็นพยานได้ กฎหมายยังกำหนดให้นำ (1) สำเนาที่รับรองว่าถูกต้อง หรือ (2) พยานบุคคลที่รู้ข้อความ ทั้ง 2 กรณี สามารถทำมาใช้อ้างแทนต้นฉบับเอกสารได้ คำว่า “หาต้นฉบับไม่ได้” มิได้หมายถึง ต้นฉบับนี้อยู่กับบุคคลอื่น หรือมีบุคคลภายนอกใดยึดถือครอบคลุมไว้ แต่หมายถึงเอกสารนั้นได้สูญหายถูกทำลาย หรือไม่สามารถหามาได้เลยเพราะเหตุใดเหตุหนึ่ง โดยมิใช่อยู่ในความครอบครองของคนอื่น

ต้นฉบับเอกสารนั้น หมายถึง เอกสารที่ได้ทำไว้ครั้งแรก หรือฉบับแรก หรือฉบับเดิม โดยมีลายมือชื่อของผู้ทำกำกับหรือลงลายมือชื่อไว้ในเอกสารนั้น เอกสารต้นฉบับจะเป็นทั้งฉบับที่เขียนด้วยลายมือพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ก็ได้

ในคดีอาญา การอ้างหนังสือราชการเป็นพยานนั้น ไม่จำเป็นต้องส่งต้นฉบับก็ได้ ถึงแม้ต้นฉบับหนังสือนั้นจะมีอยู่ก็ตาม จะส่งสำเนาที่เจ้าหน้าที่รับรองว่าถูกต้อง ก็สามารถอ้างส่งเป็นพยานได้ แต่มีข้อยกเว้น กรณีที่ศาลออกหมายเรียกระบุเฉพาะว่าต้องนำต้นฉบับเอกสาร ซึ่งเป็นหนังสือราชการมาส่งก็ต้องปฏิบัติตามหมายเรียกนั้น

การรับฟังพยานบุคคล

พยานบุคคล หมายถึง ถ้อยคำของบุคคลผู้ที่มาเป็นพยาน โดยจะเป็นการพูดโดยตรงต่อศาล หรือโดยผ่านล่ามก็ตาม การผ่านล่ามนั้นอาจเป็นภาษาต่างประเทศ หรือกรณีเป็นใบ้ก็อาจเป็นภาษามือก็ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 81/2531 คำเบิกความของพยานที่หูหนวกและเป็นใบ้ ให้ถือเป็นคำเบิกความของพยานบุคคล

การรับฟังพยานบุคคลนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้ระบุไว้ จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ เท่าที่ไม่ขัดโดยอนุโลม ดังนี้

(1) สามารถเข้าใจและตอบคำถามได้

ความสามารถของพยานบุคคลต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป โดยพิจารณาถึง

- อายุ ในกรณีบุคคลที่มาเป็นพยานอายุยังน้อย เป็นเด็ก หรืออายุมาก หากเป็นคนชราสภาพการจดจำของสมองนั้น อาจจะยังไม่ดีหรือมีน้อย ซึ่งจะทำให้การรับรู้ข้อเท็จจริงนั้นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง จะต่างกับพยานที่อยู่ในวัยหนุ่มวัยสาว

- สภาพร่างกายและจิตใจ พยานนั้นหากมีสภาพร่างกายและจิตใจไม่ปกติ ความสามารถของตัวพยานก็จะลดลง สภาพที่ไม่ปกตินั้นอาจจะเป็นการบกพร่องทางร่างกาย เช่น ตาบอด

หูหนวก เป็นใบ้ สมองพิการ หรือประสาทบางส่วนผิดปกติ หรือแม้ร่างกายจะสมบูรณ์แต่อาจจะมีโรคแทรกซ้อนขึ้นอยู่เป็นครั้งคราว ทำให้พยานนั้นขาดความสามารถในการรับรู้การจดจำ ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ ส่วนทางจิตใจนั้นก็เป็นลักษณะของโรคทางประสาทหรือจิตไม่ปกติ สภาพทางจิตใจนั้นหากรุนแรงมาก ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ก็ไม่สามารถที่จะอ้างมาเป็นพยานได้

(2) เป็นผู้ที่ได้เห็นหรือได้ยินหรือทราบข้อเท็จจริงด้วยตนเอง ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95 (2) บัญญัติว่า

“เป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวกับในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นมาด้วยตนเองโดยตรง แต่ความในข้อนี้ให้ใช้ได้ต่อเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายโดยชัดแจ้งหรือคำสั่งของศาลว่าให้เป็นอย่างอื่น”

หลักในข้อนี้หมายความว่า บุคคลที่จะมาเปิดความเป็นพยานต่อศาลนั้น ต้องเป็นผู้ที่ประสบกับข้อเท็จจริงมาด้วยตนเอง หลักนี้ถือว่าเป็นคุณสมบัติข้อหนึ่งของพยานบุคคลอย่างหนึ่ง และถือเป็นข้อที่สำคัญมาก เพราะถือว่าพยานที่ไม่ได้รู้ข้อเท็จจริงไม่สามารถที่จะมาเป็นพยานได้ส่วนการรู้ข้อเท็จจริงนั้นจะมากน้อยแค่ไหน และจะนำมาเป็นพยานในชั้นไหนก็แล้วแต่ผู้อ้างที่จะชั่งน้ำหนักพยานนั้นเอง

การตรวจสอบสถานประกอบการ การทำพยานหลักฐาน และแนวทางปฏิบัติในการตรวจสถาน

ประกอบการ

ในคณะของพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่จะดำเนินการตรวจสอบสถานประกอบตามกฎหมายที่ได้ให้อำนาจไว้ควรมีไม่น้อยกว่า 2 คน อาจประกอบด้วย หัวหน้าผู้รับผิดชอบและผู้ช่วย หรืออาจขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าร่วมดำเนินการในบางกรณี ซึ่งในการดำเนินการตรวจสถานประกอบการแต่ละแห่งควรจะกำหนดแผนการดำเนินการไว้เป็นขั้นตอนเพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาข้อบกพร่องในการปฏิบัติงาน

การเตรียมการ

1. วางแผนการตรวจ กำหนดแนวทางและขั้นตอนการปฏิบัติงาน ตรวจสอบในเรื่องใดต้องใช้เวลาเท่าใด โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องการจับกุมผู้กระทำผิดให้ได้ทันท่วงทีควรกำหนดแผนสำรองไว้ด้วย หากแผนแรกไม่ได้ผล มีปัญหาอุปสรรค จะได้ใช้แผนสำรองมาปฏิบัติแทน

2. กำหนดแบ่งหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้เหมาะสม เพื่อมิให้ซ้ำซ้อน สามารถปฏิบัติงานได้รวดเร็ว ประหยัดเวลาและกำลังคน

3. ศึกษาหาข้อมูลสถานประกอบการที่จะทำการตรวจให้ละเอียด อาจจะศึกษาหาข้อมูลจากการขออนุญาตประกอบกิจการต่าง ๆ หรือบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น

(ก) สถานที่ตั้ง แบบแปลน แผนผัง สถานที่โดยเฉพาะสถานที่โรงงานผลิต

(ข) การบริหารงานของสถานประกอบการ มีใครเป็นผู้รับอนุญาต/ผู้ดำเนินการ/ผู้จัดการ/ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ

(ค) รายละเอียดการได้รับอนุญาตประกอบกิจการ

(ง) ประวัติการตรวจสอบสถานที่ เป็นครั้งที่เท่าใด ได้รับคำแนะนำ หรือให้แก้ไขปรับปรุง ในเรื่องใดไว้บ้าง ผลเป็นประการใด

(จ) ประวัติการกระทำความผิด ฝ่าฝืนกฎหมายมีหรือไม่ มากน้อยเพียงใด

4. กรณีต้องขอความร่วมมือ การสนับสนุน หรือต้องใช้เครื่องมืออุปกรณ์เครื่องใช้ใด ๆ

ต้องจัดเตรียมและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พร้อมครบถ้วน

การออกปฏิบัติหน้าที่

1. ในการปฏิบัติหน้าที่พนักงานเจ้าหน้าที่ควรมีบุคลิกลักษณะ ดังนี้

(ก) แต่งกาย เสื้อผ้า ผม รองเท้า ให้เรียบร้อยเหมาะสม

(ข) แสดงกริยาในลักษณะเป็นมิตร มีสัมมาคาระวะต่อผู้เป็นเจ้าของสถานที่มารยาท

สุภาพเรียบร้อย ไม่แสดงกริยาขู่เข็ญ หรือพูดจาไม่สุขภาพ และไม่ควรใช้คำพูดที่อาจเข้าใจผิดหรือพูดนอกเรื่อง

2. ก่อนเข้าตรวจสถานประกอบการแต่ละแห่ง จะต้องแนะนำตนเองพร้อมกับแสดงบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ และแจ้งวัตถุประสงค์ในการตรวจ

3. ต้องรู้จักและเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนที่พึงมีตามกฎหมาย เป็นอย่างดี เช่น

(ก) อำนาจการตรวจสอบสถานที่ตามพระราชบัญญัติยา วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท อาหาร เครื่องมือแพทย์ ให้อำนาจในการตรวจในลักษณะที่เป็นการตรวจตราหรือสั่งการให้เจ้าของสถานที่ หรือผู้ครอบครองนำพาไปตรวจเท่านั้นไม่ใช่เป็นการ “ตรวจค้น” ในลักษณะที่ รื้อ ค้น หรือทำให้กระจัดกระจาย เพราะพระราชบัญญัติดังกล่าว มิได้ให้อำนาจในการตรวจค้นไว้ ซึ่งหากได้กระทำการตรวจค้น ถือว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ดังนั้นในกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำผิดจริง จะใช้วิธีการตรวจสอบธรรมดา โดยไม่ตรวจค้นแล้วจะไม่ได้ของกลางซึ่งเป็นวัตถุพยาน แห่งการกระทำความผิดก็ควรขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจของท้องที่เพื่อร่วมเข้าตรวจค้น หรืออาจรวมถึงมีการจับกุมผู้กระทำผิด ตามอำนาจหน้าที่ของพนักงานตำรวจด้วย

สำหรับพระราชบัญญัติวัตถุเสพติดให้โทษ วัตถุอันตราย และเครื่องสำอางให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ “ตรวจค้น” ได้ในกรณีที่มีเหตุสงสัยว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่ในทางปฏิบัติมักจะขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้น และจับกุมไปที่เดียวซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรณีเร่งด่วน และความผิดนั้นชัดเจน

(ข) อำนาจการยึดหรืออายัด เป็นกรณีที่มีเหตุอันควรอันสงสัยว่ามีการกระทำความผิด ให้ยึดหรืออายัดผลิตภัณฑ์ เครื่องมือ เครื่องใช้นั้น ๆ พระราชบัญญัติทั้ง 8 ฉบับที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ให้อำนาจในการยึด แต่อำนาจการอายัดในพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ และพระราชบัญญัติกำหนดป้องกันการใช้สารระเหยไม่ได้กำหนดไว้ คงให้แต่อำนาจยึด ทั้งนี้อาจเกรงว่าหากจะอายัดไว้จะมีการเปลี่ยนแปลงวัตถุของกลาง ซึ่งเป็นสิ่งเสพติดให้โทษเป็นอย่างอื่นก็เป็นได้

พนักงานเจ้าหน้าที่จะใช้อำนาจในการยึด หรืออายัด วัตถุของกลางนั้นแล้วแต่ข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี โดยพิจารณาจากความจำเป็นที่จะต้องยึด หรืออายัด สภาพของกลาง ความสะดวกในการขนย้าย และเหตุผลอื่นประกอบด้วย ในทางปฏิบัติ มักจะใช้วิธีการยึดควบคู่กับการอายัด กล่าวคือ การนำวัตถุหรือสิ่งของผลิตภัณฑ์ไปครอบครองรักษาไว้ในอำนาจโดยตรงอันเป็นการยึดส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือถ้าจะนำไปไว้ในครอบครองทั้งหมด จะไม่มีสถานที่เก็บรักษาก็ใช้วิธีการอายัดโดยให้วัตถุ สิ่งของคงอยู่ ณ สถานที่เดิม ภายใต้เงื่อนไข มิให้ผู้ใดทำการเคลื่อนย้ายจำหน่าย จ่ายโอน ทำให้สูญหาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ เป็นต้น

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยามีระเบียบว่าด้วยการยึด อายัด และการถอนการยึดอายัด ตั้งแต่ปี 2521 ซึ่งยังใช้เป็นระเบียบปฏิบัติอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยกำหนดวิธีการในการดำเนินการไว้ ขอให้ศึกษารายละเอียดได้ในภาคผนวก

4. ต้องปฏิบัติตามหลักวิชาการ เช่น

(ก) ปฏิบัติตามข้อบังคับของโรงงานด้านสุขาภิบาลทั่วไปโดยเคร่งครัด เช่นการเข้าตรวจในห้องปราศจากเชื้อ หรือห้องผลิต ควรทำความสะอาดร่างกาย สวมเสื้อผ้า หมวก ตามที่โรงงานจัดไว้ให้

(ข) การเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ต้องเก็บให้ถูกวิธีเช่นผลิตภัณฑ์ที่ต้องตรวจสอบทางด้านจุลชีววิทยา การเก็บตัวอย่าง น้ำแข็ง ไอศกรีม ตัวอย่างควรเก็บตามมาตรฐานอุณหภูมิการเก็บรักษา เป็นต้น

การทำพยานหลักฐาน

ในการตรวจสอบทำพยานหลักฐาน จะต้องบันทึกรายละเอียดข้อเท็จจริงที่ตรวจพบและพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไว้เป็นหลักฐานให้มีเนื้อหาสาระสำคัญครบถ้วน สมบูรณ์ ทุกประเด็นโดยเฉพาะในกรณีที่จะดำเนินคดีกับผู้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย เพราะหากพยานหลักฐานบกพร่องไม่ครบถ้วน จะนำไปสู่ปัญหาอุปสรรคในการจะดำเนินคดีเอาผิดกับผู้กระทำความผิดหรืออาจจะฟ้องได้ไม่ครบทุกข้อหาความผิด หรือเอาผิดกับบุคคลที่กระทำผิดได้ไม่ครบทุกราย ทั้งที่พฤติการณ์ข้อเท็จจริงเห็นเด่นชัดว่า มีการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจริง ฉะนั้นในฐานะที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจ ควรจะตระหนักถึงเรื่องการทำพยานหลักฐานต่าง ๆ ให้มีสาระครบถ้วนเพียงพอที่จะพิจารณาผูกมัด ผู้กระทำความผิดได้โดยปราศจากข้อสงสัย

การทำพยานหลักฐานตามกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาทั้ง 8 ฉบับ ในการตรวจสถานประกอบการแต่ละแห่งควรประกอบด้วย

1. บันทึกการตรวจสถานที่ประกอบการ เป็นแบบฟอร์มแยกแต่ละผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทของการประกอบกิจการ เช่น

- บันทึกการตรวจสอบที่ผลิตยา วัตถุออกฤทธิ์ ยาเสพติด อาหาร เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ วัตถุอันตราย

- บันทึกการตรวจสถานที่นำหรือสั่งยา วัตถุออกฤทธิ์ ยาเสพติด อาหาร เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ วัตถุอันตราย

- บันทึกการตรวจสถานที่ขายยา วัตถุออกฤทธิ์ ยาเสพติด เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ วัตถุอันตราย

2. บันทึกคำให้การของผู้ประกอบการ หรือผู้เกี่ยวข้องควรบันทึกข้อเท็จจริงที่ตรวจพบหรือตามที่ได้สอบถามข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งอาจจะได้ข้อมูลจากการตั้งคำถาม ใคร (Who) อะไร (What) ที่ไหน (Where) เมื่อไร (Where) อย่างไร (How) ทำไม (Why) เป็นต้น

ในการบันทึกการให้ถ้อยคำจะต้องไม่เกิดจากการจูงใจบังคับ ขู่เข็ญ หลอกลวงเพราะตามหลักกฎหมาย พยานหลักฐานได้มาจากการจูงใจ บังคับ ขู่เข็ญ หลอกลวง เป็นการได้มาโดยมิชอบ จะอ้างเป็นพยานไม่ได้

    1. บันทึกการเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์เมื่อได้เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์หรือสิ่งใด ๆ นำมาประกอบการพิจารณาหรือดำเนินคดีจะต้องบันทึกลักษณะรายละเอียดผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ให้ชัดเจน วัน เดือน ปี และจำนวน ที่เก็บตัวอย่าง ข้อสำคัญควรเก็บเป็นตัวอย่างในปริมาณพอสมควรเท่าที่จำเป็น ตัวอย่างผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่จะนำมาประกอบการพิจารณาในการดำเนินการได้กระจ่างชัดยิ่งขึ้น
    2. บันทึกการยึดหรืออายัดผลิตภัณฑ์สิ่งของ ในกรณีที่จะต้องยึดหรืออายัดผลิตภัณฑ์สิ่ง

ของ ที่มีไว้เป็นความผิดหรือกรณีสงสัยว่ามีการกระทำผิด จะต้องบันทึกรายละเอียดให้ชัดเจนเช่น

ระบุชื่อผลิตภัณฑ์ จำนวน สภาพของที่ยึดหรืออายัด สถานที่ตั้งของสิ่งของที่ยึด หรืออายัด โดยเฉพาะกรณีอายัด ผลิตภัณฑ์สิ่งของนั้น ๆ อยู่ในความดูแลรักษาของผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เช่น ห้ามจำหน่าย จ่ายโอน เคลื่อนย้าย ทำลาย หรือกระทำการใด ๆ ต่อสิ่งที่อายัดนั้น ควรทำเครื่องหมายตราหรือปิดไว้ให้ปรากฏชัดเจน และควรแยกเก็บไว้เป็นสัดส่วนต่างหาก มิให้ปะปนกับสิ่งของอื่นและไม่เป็นการกีดขวางหรือขัดข้องต่อการประกอบธุรกิจของสถานที่นั้น ๆ ด้วย

5. บันทึกหลักฐานอื่น ๆ หรือเก็บสำเนาซึ่งในบางกรณีที่จำเป็นต้องมีหลักฐานอื่น ๆ ประกอบการพิจารณา เช่น

- ใบอนุญาต หรือใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับ ในสำคัญการใช้ฉลาก

- ทะเบียนพาณิชย์ ทะเบียนนิติบุคคล ทะเบียนการค้า

- บัตรประชาชน หรือบัตรประจำตัวอื่น

- ใบสั่งซื้อ ใบสั่งของ หรือใบเสร็จรับเงิน

- ฯลฯ

สิ่งที่ควรบันทึก

1. เขียนภาพจำลองสถานที่ประกอบการตรวจทุกครั้ง แผนผังสถานประกอบการตู้ ชั้นวางสินค้า ผลิตภัณฑ์สิ่งของที่ตรวจพบ วางอยู่ ณ ที่ใด จะเป็นเครื่องใช้ให้เห็นถึงเจตนาหรือไม่เจตนาในการกระทำผิดได้

2. ควรมีการถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน บริเวณสถานที่ ชิ้นส่วนของวัตถุที่เป็นพยานส่วนประกอบอื่น ๆ ที่คาดว่าน่าจะมีหลักเกี่ยวข้อง

3. การจดบันทึกข้อเท็จจริงต่าง ๆ รวมทั้ง รายละเอียดในการตรวจสอบต้องระบุวันเวลาที่ปฏิบัติการตรวจสอบ บันทึกถ้อยคำของผู้ประกอบการหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง สรุปประเด็นให้ชัดเจนว่าข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร ผู้ใดเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้รับผิดชอบในการประกอบการ วัตถุของกลางที่ตรวจพบเกี่ยวข้องกับผู้ใดบ้าง เมื่อมีผู้เกี่ยวข้องหลายราย ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นหลักฐานโยงไปถึงผู้ใช้ ผู้จ้างวาน หรือผู้สนับสนุนได้

4. กรณีมีการแก้ไข ตกเติม ขีดฆ่าถ้อยคำข้อความบางตอนที่บันทึกไว้แล้วต้องให้ผู้ให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อกำกับไว้ด้วย และหากมีการใช้อักษรย่อใด ๆ ควรจะเขียนให้ชัดเจน ถ้าไม่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปควรจะเขียนคำเต็ม หรือวงเล็บคำเต็มไว้ด้วย

ตัวอย่าง การทำลายพยานหลักฐาน

ตัวอย่างที่ 1 การขายยาชุด

1) บันทึกการตรวจสถานที่ขายยา ให้บันทึกชื่อร้าน ชื่อผู้ประกอบการ สถานที่ตั้งอย่างละเอียดรวมถึงตรอกซอกซอย และสถานที่ใกล้เคียงเพื่อประโยชน์ในการส่งร้องทุกข์ดำเนินคดีไปยังสถานีตำรวจได้ถูกท้องที่ และควรถ่ายภาพหรือบันทึกภาพแสดงสภาพของกิจการการขายยาชุดไว้ด้วย บันทึกเวลาที่ตรวจในแต่ละครั้งเพราะมีผลเกี่ยวเนื่องกับอายุความสิ้นสุดของคดี

2) บันทึกคำให้การของบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่นเจ้าของกิจการผู้รับอนุญาตหรือผู้ดูแลกิจการแทน ผลิตภัณฑ์ที่ตรวจพบเป็นยาอะไร ประกอบด้วยตัวยาอะไรที่นำมาจัดเป็นชุดลักษณะหีบห่อบรรจุเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้ขาย ลักษณะการขายยาเป็นอย่างไร ราคาซื้อขายแต่ละชุด มีจำนวนมากน้อยเพียงใด ผู้ประกอบการยอมรับหรือปฏิเสธ

สำหรับตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่เก็บมาจะนำมาประกอบการพิจารณาเพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้นอีกส่วนหนึ่งอาจจะส่งให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตรวจวิเคราะห์ เพื่อหาปริมาณของตัวยาสำคัญถูกต้องตามที่ขึ้นทะเบียนตำรับไว้หรือไม่

3) บันทึกการเก็บตัวอย่างยา ควรบันทึกรายละเอียดตัวยา รุ่น วันที่ผลิตของยาแต่ละชนิดที่ประกอบเป็นชุด จำนวนเท่าใด

4) บันทึกการยึดยา ให้จดรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ หรือสิ่งของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ได้ยึดไว้แต่ละรายการให้ครบถ้วน ลักษณะบรรจุหีบห่อเป็นอย่างไร จำนวนเท่าใด

5) บันทึกการอายัดยา ให้จดรายละเอียดทั้งผลิตภัณฑ์ หรือสิ่งของอุปกรณ์ที่ได้อายัดไว้ให้ครบถ้วน อายัดไว้ในที่ใดบ้าง เพ่อจะเป็นหลักฐานในชั้นต่อไปในการนำของกลางไปทำลายเมื่อคดีสิ้นสุด หรือต้องการตรวจพิสูจน์บางเรื่องบางรายการ

6) สำเนาใบอนุญาตขายยา (กรณีที่มีใบอนุญาต) หากกรณีที่เป็นนิติบุคคลมีหลักฐานแสดงการจดทะเบียนหรือไม่อย่างไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบประกอบกิจการ ควรถ่ายสำเนา และให้รับรองสำเนาถูกต้องด้วย

7) หลักฐานอื่น ๆ (ถ้ามี)

บันทึกการตรวจสถานที่ คำให้การ การเก็บตัวอย่าง และการยึด การอายัด จะต้องลงลายมือชื่อ ทั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจและผู้ประกอบการไว้เป็นหลักฐาน

ตัวอย่างที่ 2 การผลิตยาผิดมาตรฐาน

1) บันทึกการตรวจสถานที่ ควรบันทึกสถานที่ตั้งอย่างละเอียด วันเวลาที่ตรวจและบันทึกภาพแสดงกิจการการผลิตยา

2) บันทึกคำให้การบุคคลที่เกี่ยวข้อง ผลิตภัณฑ์ที่ตรวจพบ อยู่ในลักษณะผลิตภัณฑ์ฉลากยา การบรรจุหีบห่อ เป็นยาสำเร็จรูปพร้อมที่จะจำหน่ายแล้วหรือไม่ หรือมีการจำหน่ายไปบ้างแล้ว

3) บันทึกการเก็บตัวอย่าง

4) บันทึกการยึดยา

5) บันทึกการอายัดยา

ทั้งการบันทึกการเก็บตัวอย่าง การยึดและการอายัดยาควรจดรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ข้อความตามฉลากยารวมทั้งสิ่งของต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้ครบถ้วน รวมทั้งจำนวนสิ่งของแต่ละชนิดให้ครบถ้วนทุกรายการ

6) รายงานผลการตรวจวิเคราะห์ยา ซึ่งจะแสดงถึงปริมาณ หรือความแรงของสารออกฤทธิ์ของยาแต่ละชนิด ถูกต้องตามที่ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้หรือไม่

7) สำเนาใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยา

8) หลักฐานอื่น (ถ้ามี) เช่น

- บัญชีรายการผลิตยา

- สำเนาใบอนุญาต

- สำเนาจดทะเบียนนิติบุคคล

ตัวอย่างที่ 3 การผลิตเครื่องสำอางปลอม

1) บันทึกการตรวจสถานที่ผลิตเครื่องสำอางให้บันทึกการตรวจสถานที่อย่างละเอียด วันเวลาที่ตรวจ และควรบันทึกภาพแสดงกิจการการผลิตเครื่องสำอางด้วย

2) บันทึกคำให้การ บุคคลที่เกี่ยวข้อง ลักษณะผลิตภัณฑ์ที่ตรวจพบ ลักษณะเป็นเครื่องสำอางปลอมอย่างไร จุดที่ตรวจพบอยู่ในที่ใด ห้องเก็บผลิตภัณฑ์ ตู้วางสินค้าหน้าร้าน จำนวนและมีรายการใดบ้าง

3) บันทึกการเก็บตัวอย่างเครื่องสำอาง

4) บันทึกการยึดเครื่องสำอาง

5) บันทึกการอายัดเครื่องสำอาง

6) รายงานผลการตรวจวิเคราะห์ กรณีที่เป็นเครื่องสำอางที่มีสารสำคัญไม่ตรงตามที่ขึ้นทะเบียนตำรับไว้ หรือตามที่แจ้งไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือตามที่ระบุไว้ในฉลาก

7) หลักฐานการตรวจสอบทะเบียนตำรับ หรือฉลากเครื่องสำอางของกองควบคุมเครื่องสำอาง

8) ตัวอย่างผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางปลอม

9) หลักฐานอื่น ๆ (ถ้ามี)

ตัวอย่างที่ 4 การโฆษณาอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาต และโฆษณาคุณประโยชน์คุณภาพหรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จหรือหลอกลวง

1) บันทึกการตรวจสถานที่ ให้บันทึกการตรวจสถานที่ทุกแห่งที่พบการโฆษณาไม่ถูกต้อง

2) บันทึกคำให้การบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจจะมีหลายราย ตั้งแต่ผู้โฆษณาผู้ใช้ให้โฆษณา

ผู้เขียนสคิปโฆษณา หรือการโฆษณาของสมาชิกผู้จำหน่ายในลักษณะการขายตรง (Direct Sale) ซึ่งควรบันทึกข้อเท็จจริงของแต่ละราย ให้ละเอียดครบถ้วนว่าได้กระทำการโฆษณาอย่างไร

3) เอกสารสิ่งพิมพ์โฆษณา ปรากฏข้อความโฆษณาอะไรบ้าง แสดงคุณประโยชน์คุณภาพของอาหารเกินความจริง หรือเป็นเท็จ หรือไม่อย่างไร วัน เวลา ใด

ในกรณีที่เป็นภาษาต่างประเทศ ควรจะได้มีการแปลข้อความโฆษณานั้นเป็นภาษาไทยด้วยทั้งนี้เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการดำเนินคดีทั้งในชั้นพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) พนักงานอัยการและศาล

4) บันทึกการเก็บตัวอย่าง

5) บันทึกการยึด

6) บันทึกการอายัด

บันทึกการเก็บตัวอย่าง การยึดและการอายัด เป็นการบันทึกสิ่งที่ตรวจพบ อาจมีทั้งผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป และเอกสารสิ่งพิมพ์โฆษณา จำเป็นต้องเก็บไว้เป็นของกลางเพื่อประกอบการพิจารณาและดำเนินคดี ซึ่งควรจะบันทึกรายละเอียดสิ่งที่ตรวจพบทั้งหมด เช่น ว่าพบที่ใด ลักษณะเป็นอย่างไร จำนวนมากน้อยเพียงใด เป็นต้น

7) หลักฐานการตรวจสอบการโฆษณา ได้รับอนุญาตให้โฆษณาหรือไม่ หากได้รับอนุญาตโฆษณา มีเงื่อนไขหรือกำหนดระยะเวลาให้โฆษณาหรือไม่ ข้อความที่ได้รับอนุญาตมีอะไรบ้าง เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้อความที่ผู้ประกอบการโฆษณาถูกต้องตรงกันหรือไม่อย่างไร

8) หลักฐานอื่น ๆ (ถ้ามี)

กรณีมีผู้กระทำความผิดหลายรายในผลิตภัณฑ์โฆษณาตัวเดียวกัน เช่น ผู้ประกอบการหรือบริษัทผู้ว่าจ้างให้โฆษณา หนังสือพิมพ์ผู้รับจ้างโฆษณา เป็นต้น การทำพยานหลักฐานต้องทำให้เชื่อมโยงกัน จึงจะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดได้ครบทุกราย

การร้องทุกข์

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา 121 กำหนดว่า “พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนคดีอาญาทั้งปวงแต่ถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ห้ามมิให้ทำการสอบสวนเว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ”

คดีอาญาแยกออกได้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัวซึ่งยอมความเลิกคดีกันได้ และคดีที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัวหรือที่เรียกกันว่าคดีอาญาแผ่นดิน คดีความผิดต่อส่วนตัว มีลักษณะเป็นความเสียหายเฉพาะตัวของผู้ถูกกระทำ กฎหมายจึงบัญญัติให้ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตามระเบียบ พนักงานสอบสวนจึงจะมีอำนาจสอบสวนดำเนินคดี ส่วนคดีอาญาที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนมีอำนาจทำการสอบสวนโดยไม่ต้องมีคำร้องทุกข์ของผู้เสียหาย คดีความผิดตามกฎหมายในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเป็นคดีความอาญาแผ่นดิน ซึ่งมิอาจยอมความกันได้ พนักงานสอบสวนมีอำนาจทำการสอบสวนโดยไม่ต้องมีคำร้องทุกข์ของผู้เสียหาย แต่ตามทางปฏิบัติถ้าไม่มีการร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนก็จะไม่รู้ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จึงได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในการร้องทุกข์ว่า คดีความผิดที่เกิดในกรุงเทพมหานครให้ทำหนังสือร้องทุกข์ไปยังพนักงานสอบสวนโดยตรง ส่วนในต่างจังหวัดได้มีหนังสือขอความร่วมมือให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเป็นตัวแทนไปร้องทุกข์เพื่อสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจะได้ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบธุรกิจภายในจังหวัดในการร้องทุกข์ดำเนินคดีและการฟ้องร้อง จะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกระบวนการการพิจารณา ความอาญาตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้บัญญัติไว้

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(7) บัญญัติว่า “คำร้องทุกข์” หมายความถึงการที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตาม ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ

และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 123 วรรคสอง สาม บัญญัติว่า “คำร้องทุกข์นั้นต้องปรากฏชื่อหรือรูปพรรณของผู้กระทำผิดเท่าที่จะบอกได้

คำร้องทุกข์นี้จะทำเป็นหนังสือหรือร้องด้วยปากก็ได้ ถ้าเป็นหนังสือต้องมี วัน เดือน ปี และลายมือชื่อของผู้ร้องทุกข์ ถ้าร้องด้วยปากให้พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ ลงวันที่ เดือน ปี และลงลายมือชื่อผู้บันทึกกับผู้ร้องทุกข์ในบันทึกนั้น”

จากบทบัญญัติดังกล่าวพอจะแยกหลักเกณฑ์ของการร้องทุกข์ได้ 4 ประการ ดังนี้

    1. ผู้ร้องทุกข์ต้องเป็นผู้เสียหาย หมายความว่าจะต้องเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายคือ
    2. บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ซึ่งในกรณีความผิดตามกฎหมายอาหารและยานั้นรัฐเป็นผู้เสียหายเพราะเป็ความผิดเกี่ยวกับการกำหนดหน้าที่ให้ประชาชนปฏิบัติ เพื่อความเป็นระเบียบ ความสงบสุข และความปลอดภัยของประชาชน

    3. กล่าวหาว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น การกล่าวหาจะต้องปรากฏชื่อที่อยู่ของ ผู้ร้องทุกข์
    4. ลักษณะการกระทำผิด พฤติการณ์แห่งการกระทำผิด ความเสียหายที่ได้รับชื่อหรือตำหริรูปพรรณของผู้กระทำความผิดเท่าที่จะบอกได้

    5. การกระทำความผิดนั้น ทำให้เกิดความเสียหาย คือจะต้องเป็นความเสียหายต่อสิทธิ
    6. ต่าง ๆ ที่กฎหมายรับรองไว้ให้บุคคลมีสิทธิอย่างไรแล้วก็มีการกระทำความผิดอันมีผลให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิของผู้เสียหาย

    7. การกล่าวหานั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ การกระทำถึงขนาด

อย่างไรจึงจะถือว่าเป็นการกล่าวหาที่มีเจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษมีตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎิกา เช่น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1298/2510 คำร้องทุกข์ของผู้เสียหายไม่ได้ระบุจำเลยเป็นผู้กระทำผิด จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายประสงค์จะให้จำเลยได้รับโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(7),123

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2409/2518 โจทย์แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเรื่องจำเลยออดเช็คโดยไม่มีเงินว่าผู้แจ้งเกรงว่าเช็คดังกล่าวจะขาดอายุความจึงมาแจ้งให้พนักงานตำรวจทราบเพื่อป้องกันมิให้เช็คขาดอายุความ ทั้งนี้ผู้แจ้งยังไม่ประสงค์จะร้องทุกข์มอบคดีต่อพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด ผู้แจ้งจะติดต่อด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่งก่อน หากไม่ได้ผลจะร้องทุกข์อีกครั้งหนึ่งในภายใน ดังรี้ การที่โจทก์มาแจ้งความก็เพียงเพื่อป้องกันคดีขาดอายุความอย่างเดียวและหากไม่ได้ผลในการสอบถามจึงมาร้องทุกข์อีกครั้งในภายหลัง ถือไม่ได้ว่าโจทก์มาแจ้งต่อพนักงานสอบสวนในลักษณะของการกล่าวหาโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) ถึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมาย

 

ถ้าได้ฟ้องและได้ตัวกระทำความผิดมายังศาลแล้วผู้กระทำผิดหลบหนีหรือวิกลจริตและศาลสั่งงดการพิจารณาไว้จนเกินกำหนดดังกล่าวแล้ว นับแต่วันที่หลบหนี หรือวันที่ศาลสั่งงดการพิจารณาก็ได้ถือว่าเป็นอันขาดอายุความเช่นเดียวกัน”

สำหรับอัตราโทษที่จะนำมาเป็นหลักในการกำหนดอานุความตามมาตรา 95 นั้น คือ อัตราโทษอย่างสูงของบทบาทมาตราแต่ละความผิดที่บัญญัติกำหนดไว้

การนับอายุความ กฎหมายให้เริ่มนับอายุความตั้งแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไป จนถึงวันฟ้องและต้องได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาล หากพบหรือรู้ว่ามีการกระทำผิดแต่ยังไม่ได้ตัวผู้กระทำผิดมายังศาลอายุความก็ยังไม่หยุดนับ วิธีนับระยะเวลานั้น บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 โดยไม่นับวันแรกแห่งการกระทำผิดรวมเข้าด้วย และถ้าวันสุดท้ายของระยะเวลาเป็นวันหยุดทำการตามประกาศเป็นทางการหรือตามประพณี ให้เริ่มนับวันที่ทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการนั้นเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา มาตรา 193/8 เช่น วันเสาร์ วันอาทิตย์ อายุความก็ขยายออกไปถึงวันแรกที่เปิดทำการปกติได้ ไม่ถือว่าขาดอายุความซึ่งมีคำพิพากษาฎีกาที่วินิจฉัยไว้ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1145/2505

ตัวอย่าง อายุความฟ้องคดีความผิดกฎหมายในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

คดีอายุความ 1 ปี เช่น

- ความผิดฐานโฆษณาขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 88 แห่งพระราชบัญญัติยา

พ.ศ. 2510 ซึ่งมีอัตราโทษปรับสถานเดียว ไม่เกินหนึ่งแสนบาท ตามมาตรา 124

- ความผิดฐานโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารโดยไม่ได้รับ

อนุญาต ตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ซึ่งมีอัตราโทษปรับสถานเดียวไม่เกินห้าพันบาท ตามมาตรา 71

- ความผิดฐานผลิตเพื่อขายเครื่องสำอางผิดมาตราฐานอันเป็นการฝาฝืนมาตรา 36 แห่ง

พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2535 ซึ่งมีอัตราโทษปรับสถานเดียวไม่เกินสองหมื่นบาทตรามาตรา 60 วรรค 1

คดีอายุความ 5 ปี เช่น

- ความผิดฐานไม่จัดให้มีเภสัชกรประจำ ณ สถานที่ผลิตยา ขายยา อันเป็นการฝ่าฝืน

มาตรา 20, 21, 22, 23 หรือ 24 แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ปรับเป็นรายวันอีกวันละ ห้าร้อยบาทจนกว่าจะปฏิบัติได้ถูกต้อง ตามมาตรา 103

- ความผิดฐานเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณหรือ

สาระสำคัญประการอื่น อันเกี่ยวกับเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น ใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือข้อความที่รู้หรือความรู้อยู่แล้วว่าอาจเกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น ตามมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2535 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

คดีอายุความ 10 ปี เช่น

- ความผิดฐานผลิตยาผิดมาตรฐาน หรือยาที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนทะเบียนตำรับยาอันเป็น

การฝ่าฝืนมาตรา 72(2) หรือ ((6) แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงห้าปีและปรับตั้งแต่สี่พันบาทถึงสองหมื่นบาท ตามมาตรา 118

- ความผิดฐานโฆษณาคุณประโยชน์ คุณค่า หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จ หรือหลอกลวง ฝ่าฝืนมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 70

คดีอายุความ 20 ปี เช่น

- ความผิดฐานผลิตยาปลอมอันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 721) แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงตลอดชีวิต ตามมาตรา 117 วรรค 1

การดำเนินคดีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา

การดำเนินคดีตามกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ผู้ที่ถูกดำเนินคดีโดยมาก ได้แก่ สถานประกอบการทั้งที่เป็นร้านค้าและห้างหุ้นส่วนบริษัทซึ่งมีฐานะเป็นทั้งนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา ดังนั้น การฟ้องคดีจึงต้องดำเนินการกับบุคคลดังกล่าวให้ถูกต้อง สำหรับการฟ้องบุคคลธรรมดานั้น คงจะไม่เป็นปัญหาเท่าใดนัก แต่กรณีฟ้องนิติบุคคลเป็นผู้กระทำผิด กฎหมายให้ดำเนินการกับผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลด้วย ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7 ดังนี้

“ในการสอบสวนไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาคดีที่นิติบุคคลเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยให้ออกหมายเรียกผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลนั้น ให้ไปยังพนักงานสอบสวนหรือศาลแล้วแต่กรณี

ถ้าผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้น ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกจะออกหมายจับผู้นั้นมาก็ได้ แต่ห้ามมิให้ใช้บทบัญญัติว่าด้วยปล่อยชั่วคราว ขังหรือจำคุกแก่ผู้จัดการ หรือผู้แทนนิติบุคคลในคดีที่นิติบุคคลนั้น เป็นผู้ต้องหารือจำเลย”

จากบทบัญญัติดังกล่าวการกระทำผิดอาญาที่นิติบุคคลเป็นผู้กระทำผิดนั้น การสอบสวนผู้ต้องหาที่เป็นนิติบุคคล จะต้องสอบสวนผู้จัดกากรหรือผู้แทนนิติบุคคล ซึ่งเป็นผู้กระทำการแทนนิติบุคคลนั้น ๆ แต่จะขังหรือจำคุกผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคลนั้นไม่ได้ และเมื่อสอบสวนเสร็จเรียบร้อยแล้วต้องปล่อยตัวไปไม่ต้องให้มีประกันตัว

กรณีนิติบุคคลเป็นผู้กระทำผิดนั้น ถ้าการกระทำผิดที่บุคคลที่กระทำเป็นบุคคลธรรมดากระทำในนามของนิติบุคคล บุคคลธรรมดานั้นก็เป็นตัวการร่วมกันนิตีบุคคลกระทำผิดต้องถูกสอบสวนเป็นผู้ต้องหาด้วย จะเห็นได้ว่า กรณีนิติบุคคลกระทำความผิดดังกล่าว จะต้องรับผิดทั้งสองฐานะ

ดังนั้น การทำคำให้การของนิติบุคคลจึงต้องทำทั้งสองฐานะ เช่น นาย ก. เป็นผู้จัดการบริษัทในฐานะผู้แทนบริษัทเอได้กระทำความผิดอาญาฐานออกเช็คไม่มีเงินตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1) โดยเจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค บริษัทเอกระทำผิด นาย ก. เป็นผู้สั่งจ่ายและเป็นผู้สั่งจ่ายและเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนด้วย นาย ก. ก็ต้องถูกดำเนินคดีในฐานะส่วนตัวด้วย นาย ก. จะต้องให้การในแบบพิมพ์คำให้การสองฐานะ ฐานะหนึ่งก็คือคำให้การของบริษัท เอ จำกัด โดย นาย ก. ในฐานะผู้แทนเป็นผู้ต้องหา และอีกฉบับหนึ่ง นาย ก. ในฐานะส่วนตัว

การดำเนินคดีตามกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ถ้าเป็นคดีที่มีโทษจำคุกและต้องส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไปนั้น การฟ้องคดีก็เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินการต่อผู้กระทำผิด โดยในการฟ้องคดีต่อศาลนั้น จะต้องนำตัวจำเลยไปให้การต่อศาลด้วย ถ้าหากไม่มีตัวจำเลยไปให้การต่อศาลด้วย ถ้าหากไม่มีตัวจำเลยไปให้การต่อศาล พนักงานอัยการก็ไม่มีอำนาจฟ้อง ซึ่งมีคำพิพากกฎีกาวินิจฉัยในเรื่องนี้ คือ คำพิพากกฎีกาที่ 2797/2529 วินิจฉัยว่า การฟ้องคดีอาญาต่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคล จะต้องมีหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งเป็นผู้แทนห้าง จึงจะดำเนินคดีได้ เพราะถ้าหุ้นส่วนผู้จัดการไม่อยู่ในขณะฟ้องต้องถือว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่มีตัวอย่างสมบูรณ์ตามกฎหมาย และต้องถือว่าไม่มีตัวจำเลยมาศาลในวันฟ้อง ศาลรับฟ้องไม่ได้ต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 เมื่อขณะฟ้อง ซ.หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยไม่อยู่โดยไปต่างประเทศ โจทย์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง (ป.ว.อ. มาตรา 165 วรรคหนึ่ง) ในคดีซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ในวันไตร่สวนมูลฟ้องให้จำเลยมาหรือคุมตัวมาศาล ให้ศาลส่งสำเนาฟ้องจำเลยรายตัวไป เมื่อศาลเชื่อว่าเป็นจำเลยจริงแล้วให้อ่านและอธิบายฟ้องให้ฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คำให้การของจำเลยให้จดไว้ ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การก็ให้ศาลจดรายงานไว้และดำเนินการต่อไป

สำหรับคดีที่มีโทษปรับสถานเดียว ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเปรียบเทียบแล้ว การดำเนินการเปรียบเทียบปรับกับนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้กระทำผิดนั้น ก็จะต้องทำการเปรียบเทียบปรับนิติบุคคลทั้ง 2 ฐานะเช่นเดียวกัน

เขตอำนาจศาล

องค์กรที่เป็นผู้พิจารณาคดีที่เป็นความผิดอาญาในชั้นสุดท้ายก็คือศาล ซึ่งจะพิจารณาพิพากษาว่าการกระทำใดเป็นความผิดหรือไม่เป็นความผิด และสมควรลงโทษผู้กระทำผิดอย่างไรตามอำนาจที่กำหนดไว้ในกฎหมายต่าง ๆ ที่มีโทษทางอาญา

ศาลยุติธรรมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม แบ่งออกเป็นสามชั้น คือ

1. ศาลชั้นต้น

2. ศาลอุทธรณ์

3. ศาลฎีกา (ศาลสูงสุด)

1. ศาลชั้นต้น ได้แก่

(1) สำหรับกรุงเทพมหานคร คือ

ก. ศาลแขวง

ข. ศาลจังหวัดมีนบุรี

ค. ศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรี

ง. ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และศาลอาญากรุงเทพใต้

จ. ศาลแพ่งและศาลอาญา

(2) สำหรับจังหวัดอื่น ๆ นอกจากกรุงเทพมหานคร คือ

ก. ศาลจังหวัด

ข. ศาลแขวง

นอกจากนั้นยังมีศาลที่เป็นศาลชั้นต้นอีก คือ

ก. ศาลภาษีอากรกลาง

ข. ศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานภาค ศาลแรงงานจังหวัด

ค. ศาลเยาวชนและครอบครัว

2. ศาลอุทธรณ์ ได้แก่

ก. ศาลอุทธรณ์

ข. ศาลอุทธรณ์ ภาค 1

ค. ศาลอุทธรณ์ ภาค 2

ง. ศาลอุทธรณ์ ภาค 3

3. ศาลฎีกา มีอยู่ศาลเดียวเป็นศาลสูงสุด

เขตอำนาจของศาลชั้นต้น ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะในส่วนที่สามารถนำคดีทางด้านอาหารและยาเข้าสู่การพิจารณาได้ คือ

(1) ศาลแขวง มีเขตอำนาจตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงได้กำหนดไว้

ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาคดีและมีอำนาจไต่สวน หรือมีคำสั่งใด ๆ ในคดีอาญาที่มีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ทั้งนี้ถ้าจะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับนั้นอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วจะต้องมีผู้พิพากษาอีกอย่างน้อยหนึ่งคนตรวจสำนวนและลงมือชื่อในคำพิพากษาเป็นองค์คณะด้วย

ฉะนั้น คดีอาญาที่มีโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหาหมื่นบาทที่เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลแขวงจะต้องฟ้องคดีที่ศาลแขวง

(2) ศาลจังหวัด มีเขตอำนาจตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลจังหวัดได้กำหนดไว้ แต่บรรดาคดีซึ่งเกิดขึ้นในเขตศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวงนั้น ถ้ายื่นฟ้องต้องศาลจังหวัดให้อยู่ในดุลพินิจของศาลจังหวัดนั้น ๆ ที่จะไม่ยอมรับพิจารณาคดีในคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องได้

ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวง คือมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดหรืออยู่ในเขตอำนาจได้ทั้งสิ้น ฉะนั้น คำว่าศาลจังหวัดนั้นแสดงถึงอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาได้ทุกประเภท ซึ่งบางจังหวัดมีศาลจังหวัดถึงสองศาลโดยแบ่งเขตอำนาจในการพิจารณาคดีซึ่งกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลจังหวัด

(3) ศาลอาญาธนบุรี มีเขตอำนาจตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรีได้กำหนดไว้ คือในท้องที่ฝั่งธนบุรีทั้งหมด

(4) ศาลอาญากรุงเทพได้ มีเขตอำนาจตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลอาญากรุงเทพใต้ได้กำหนดไว้ คือท้องที่เขตบางรัก ปทุมวัน ป้อมปราบฯ พระโขนง ยานนาวาและเขตสัมพันธวงศ์

(5) ศาลอาญา มีเขตอำนาจตลอดท้องที่กรุงเทพมหานคร นอกจากท้องที่ที่อยู่ในเขตของศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี และศาลจังหวัดมีนบุรี แต่บรรดาคดีที่เกิดขึ้นนอกเขตศาลอาญานั้น จะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาก็ได้ ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลนั้น ๆ ที่จะไม่ยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นได้ เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมาตามบทบัญญัติในกฎหมายวิธีพิจารณาความ

เขตอำนาจของศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่มิได้อยู่ในเขตศาลอุทธรณ์ภาค แต่บรรดาคดีที่อยู่นอกเขตของศาลอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ก็ได้ ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ที่จะไม่ยอมรับพิจารณาคดีในคดีหนึ่งที่อุทธรณ์เช่นนั้นได้เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อยู่ในเขตอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการอุทธรณ์

กล่าวคือต้องยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดความ และไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเรื่องนั้น ๆ

 

 

เขตอำนาจของศาลฎีกา

มีเขตอำนาจศาลทุกทั่วราชอาณาจักรเป็นศาลสูงสุด มีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ตามบทบัญญัติว่าด้วยการฎีกา นอกจากนี้ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ตามกฎหมายอื่น

คดีใดที่กาลฎีกาได้พิจารณาพิพากษาแล้ว คู่ความไม่มีสิทธิที่จะทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาคัดค้านคดีนั้นอีกต่อไป

แต่การทูลเกล้าขอพระราชทานอภัยโทษ ไม่ใช่เป็นการถวายฎีกาคัดค้านคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลฎีกาเป็นคนละเรื่องกับการคัดค้านคำพิพากษา ฉะนั้น เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยมีสิทธิที่จะทูลเกล้าขอพระราชทานอภัยโทษได้

Home